|
เขียนโดย หมอจุ๋ม
|
|
พุธ, 09 มกราคม 2008 |
ศาสนาอิสลามเหมือนกับศาสนาใหญ่ ๆ ของโลกที่แตกยกเป็นนิกายย่อยหลังจากศาสดาของศาสนานั้นได้สิ้นไปแล้ว การ ตีความบทบัญญัติในศาสนาตลอดจน ความคิดเห็นในเรื่องการปฏิบัติทางศาสนา ทำให้เกิดความหลากหลายทางความคิดแม้นว่า จะมีหลักการของศาสนาร่วมกัน ในที่นี้จะคัดเลือกมากล่าวถึงบางนิกาย ที่สำคัญซึ่งมีผู้นับถือมากในขณะนี้ได้แก่ | | | กายสุหนี่ (the Sunnis) | ภาษาอาหรับเรียกนิกายนี้ว่า "อะหฺลุสซฺนนะหฺ" แต่เมืองไทยเรียกสั้นๆ ว่า "สุหนี่" ซึ่งมาจากคำว่า "ซุนนะหฺ" ซึ่งหมายถึง "จารีตที่นับถือกันมาแต่เดิม" อันได้แก ่ จริยวัตรและคำพูด รวมทั้งคำชี้ขาดในปัญหาใดปัญหาหนึ่งของศาสดาซึ่งท่านรับรอง นิกายนี้ จึงมีลักษณะแบบอนุรักษ์นิยม นิกายสุหนี่ยังแยกออกเป็นฝ่ายย่อยๆ อีกตามชื่อของอิหม่ามแต่ละฝ่าย คือ ซาฟีอี, มาลิค, ฮัมบาลี และฮานาฟี สำหรับมุสลิม ในเมืองไทยส่วนใหญ่อยุ่ในฝ่าย สุหนี่ อิมามซาฟีอี | | | กายชีอะฮฺ (the Shia) | ภาษาอาหรับเรียกนิกายนี้ว่า "ชีอะตุลอาลี" ซึ่งเรียกสั้นๆ ว่า "ชีอะฮฺ" แปลว่า "พรรคอาลี" กล่าวคือ เป็นพวกที่ยอมรับอาลี (ซึ่งเป็นบุตรเขยของศาสดามุฮัมมัด) ว่าเป็นคอลีฟะห์ต่อจากศาสดาเพระาเชื่อว่าอาลีนั้นได้รับแต่งตั้งมอลหมายจากศาสดาหลังจาก ไปแสวงบุญที่มักกะฮฺครั้งสุดท้ายอาลจึงเหมาะสมที่จะเป็นผู้ปฏิบัติตาม หรือผู้ตามของศาสดาซึ่งตรงกับคำว่า "ชีอะฮฺ" อาซิมนันจ ิ(Azim Nanji. 1988 : 334) ได้แปลความหมายว่า "ผู้ปฏิบัติตามหรือผู้ตาม" (followers) ซึ่งในนิกายนี้ หมายถึงอาลี และผู้สนับ สนุนอาลี ปัจจุบันผู้นับถือนิกายชีอะฮฺนิยมสวมหมวกสีแดง ตำแหน่งผู้ปกครองระดับสูงสุดของศาสนา เรียกว่า "อิหม่าม" ประเทศ ที่มีผู้นับถือนิกายนี้มาก ได้แก่ ประเทศอิหร่าน นอกนั้นอาศัยในบางส่วนของประเทสปากีสถาน อาฟริกาตะวันออก อาฟกานิสถาน อินเดีย และอิรัก นิกายชีอะฮฺได้แตกออกเป็นกลุ่มย่อยๆ คือ กลุ่มอิธนา อาชาริยะ (Ithna Ashariyya) หรือ อิหม่าม 12 (The Twelvers) กลุ่มอิสไม่ลีส (Ismailis) กลุ่มโบฮฺรัส (Bohras) และกลุ่มโคจาส์ (Khojas) เป็นต้น | | | กายซูฟี (Sufis) | ชาวมุสลิมบางคนในนิกายชีอะฮฺพยายามที่จะนำเอาความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์จากศาสนามาสัมพันธ์กับชีวิตภาย ในเพื่อค้นหาความรู้และความรัก ในอัลลอฮฺจึงเกิด กลุ่มความเชื่อที่แยกตัวออกมาจากนิกายชีอะฮฺ เรียกว่า "ซูฟี" คำว่า "ซูฟี" นี้ อาซิม นันจิ (Azim Nanji. 1988 : 341) ได้อธิบายว่ามาจาก "ซุฟ" (suf) ที่แปลว่า "ขนสัตว์" ซึ่งมุสลิมผู้เคร่งาครัดศาสนาในสมัยโบราณนิยมนุ่งเป็นเครื่องนุ่งหุ่ม พวกนี้ชอบอาศัยอยู่ตามป่าถ้ำปฏิบัติรหัสยลัทธิที่เคร่งครัด | | | กายเคาะริจิต (kharijites) หรือเคาะวาริจ (khwarij) | นิกายนี้แตกแยกออกมาเพราะความคิดเห็นทางการเมืองเป็นพื้นฐาน กล่าวคือ เป็นพวกที่ไม่ยอมรับว่าอาลีเป็นเคาะริฟะฮฺ จึงขอแยกตัวออกไป การแยกตัวออกไปเช่นนี้จึงถูกเรียกว่า "เคาะวาริจ" เพราะคำว่า "เคาะวาริจ" อาซิม นันจิ (Azim Nanji" 1988 : 334) ได้แปลความหมายว่า "ผู้จากไป" หรือ "ผู้แยกออกไป" พวกที่นับถือนิกายนี้ค่อนข้างเคร่งศาสนามาก และยืนหยัดที่จะซื่อสัตย์ต่อคัมภีร์อัลกุรอานอย่างเคร่งเครัด โดยไม่เห็นแก่ความสัมพันธ์ทางเครือญาติ และมิตรสหาย พวกที่นับถือนิกายนี้ส่วนมากอยู่ในบริเวณตอนเหนือของอาฟริกา บริเวณ โอมัน (Oman) และ แซนซิบา (Zanzibar) ซึ่งอยู่ทางด้าน ฝั่งตะวันออกของทวีปอาฟริกา และนิยมเรียกตนเองว่า "อิบาดี" (Ibadi) |
|